Google Ads มือใหม่: 7 ค่าตั้งต้นที่เผางบ ต้องปิดก่อนกดเผยแพร่แคมเปญแรก
ตอนเปิดบัญชี Google Ads ครั้งแรก ระบบจะพาเดินผ่านหน้าตั้งค่าที่ดูเหมือนช่วยเรา แต่ค่าตั้งต้น (default) หลายตัวออกแบบมาให้ใช้งบได้เร็วที่สุด ไม่ใช่ให้ได้ลูกค้าคุ้มที่สุด บทความนี้รวม 7 จุดที่ผมไล่ปิดก่อนกดเผยแพร่แคมเปญ Search แรกของตัวเอง (แคมเปญรับทำแชทบอท งบ ฿100–150/วัน)
1. หลุดเข้า Smart campaign แทน Expert Mode
หน้าแรกของ Google Ads จะพาสร้าง Smart campaign อัตโนมัติ ซึ่งสะดวก แต่มองไม่เห็นคีย์เวิร์ดและคำค้นจริง ที่ทำให้โฆษณาขึ้น คุณจะไม่รู้เลยว่าจ่ายเงินให้คนที่ค้นคำอะไร
วิธีเลี่ยง: หาลิงก์สลับไป Expert Mode (มักอยู่ล่างสุดของหน้าเลือกเป้าหมาย) แล้วเลือกสร้างบัญชีโดยยังไม่สร้างแคมเปญ ชื่อปุ่มเปลี่ยนบ่อย แต่ความหมายคือ "สร้างบัญชีอย่างเดียว"
2. Auto-apply recommendations เปิดอยู่
Google มีคำแนะนำที่ใช้ได้เองอัตโนมัติ เช่น เพิ่มคีย์เวิร์ด เปลี่ยน match type เป็น broad หรือเพิ่มงบ ถ้าเปิดไว้ ระบบจะแก้แคมเปญเองแบบเงียบๆ
วิธีเลี่ยง: ไปที่ Recommendations → Auto-apply แล้วยกเลิกทุกข้อ คำแนะนำยังดูได้ตามปกติ แค่ต้องกดยอมรับเอง
3. Search partners และ Display Network ถูกติ๊กมาให้
ตอนสร้างแคมเปญ Search ช่อง Networks จะติ๊ก Search partners และ Display Network มาให้ Display คือโฆษณาบนเว็บและแอปทั่วไป ได้คลิกถูกแต่ส่วนมากไม่ใช่คนที่กำลังหาบริการ (รวมถึงคลิกพลาดจากเกมในมือถือ)
วิธีเลี่ยง: เหลือแค่ Google Search ตอนเริ่ม พอมีข้อมูลแล้วค่อยทดลองเปิดเพิ่มทีละอย่าง
4. Broad match เป็นค่าตั้งต้นของคีย์เวิร์ด
พิมพ์คีย์เวิร์ดลงไปเฉยๆ จะเป็น broad match ซึ่งให้ Google ตีความกว้างมาก เช่นคำว่า "รับทำ line bot" อาจทำให้โฆษณาขึ้นกับคำว่า "line สติกเกอร์ฟรี"
วิธีเลี่ยง: ใส่เครื่องหมายเองทุกคำ
"รับทำ line bot"= phrase match (คำค้นต้องมีความหมายนี้อยู่)[รับทำ line bot]= exact match (ความหมายเดียวกันเท่านั้น)
คำที่ราคาต่อคลิกแพง ใช้ exact อย่างเดียว
5. Location เป็น "Presence or interest"
ค่าตั้งต้นแสดงโฆษณาให้ทั้งคนที่อยู่ในประเทศไทย และคนที่สนใจประเทศไทย ซึ่งรวมคนต่างประเทศที่วางแผนเที่ยวไทยด้วย ถ้าขายบริการให้ร้านในไทยก็เสียงบเปล่า
วิธีเลี่ยง: ในตัวเลือก Location ขั้นสูง เลือก Presence (คนที่อยู่หรืออยู่ประจำในพื้นที่)
6. ไม่มี negative keyword ตั้งแต่วันแรก
คำค้นที่ดูเกี่ยวข้อง หลายคำมาจากคนที่ไม่ได้จะจ้างเลย ผมแบ่ง negative keyword ที่ใส่ตั้งแต่วันแรกเป็นกลุ่มแบบนี้
| กลุ่ม | ตัวอย่างคำ |
|---|---|
| อยากทำเอง / อยากเรียน | ฟรี, สอน, วิธีทำ, ทำเอง, คอร์ส, tutorial |
| นักพัฒนา | python, github, sdk, webhook |
| คนหางาน | สมัครงาน, เงินเดือน, หางาน |
| บริการอื่นของแบรนด์เดียวกัน | สติกเกอร์, line man, line pay, ดาวน์โหลด |
| คิวราชการ/โรงพยาบาล (ถ้ายิงคำว่า "ระบบจองคิว") | โรงพยาบาล, ใบขับขี่, พาสปอร์ต, ประกันสังคม |
หลังเปิดแคมเปญ ให้เปิดรายงาน Search terms ทุกเช้า คำไหนไม่ใช่คนจ้างให้เพิ่มเป็น negative นี่คือการปรับแคมเปญที่ได้ผลที่สุดในช่วงแรก
7. ยิงแอดโดยยังไม่มี conversion tracking
ถ้าไม่วัดว่าคลิกไหนกลายเป็นคนกรอกฟอร์มหรือโทรมา จะเหลือให้ดูแค่ CTR และจำนวนคลิก คำที่ CTR สูงอาจเป็นคำที่มีคำว่า "ฟรี" ซึ่งคลิกเยอะแต่ไม่มีใครจ้าง กลายเป็นขาดทุนที่ตัวเลขดูดี
วิธีเลี่ยง: ติด conversion ก่อนคลิกแรก ดูวิธีทีละขั้นที่ ติด Conversion Tracking ให้ฟอร์มบนเว็บ
แถม: สองเรื่องที่ทำให้โฆษณาไม่วิ่ง
- ยอดค้างชำระจากบัญชีเก่า — ถ้าเคยมีบัญชี Google Ads ที่ค้างจ่าย ควรเคลียร์ก่อน เพราะ Google ผูกยอดค้างกับตัวบุคคลและวิธีชำระเงิน
- เครื่องหมายการค้าในข้อความโฆษณา — ชื่อแบรนด์ของคนอื่น (เช่น LINE) ในหัวข้อโฆษณาอาจถูกจำกัดการแสดงผล ถ้าโดน ให้เปลี่ยนเป็นคำทั่วไป เช่น "ไลน์" หรือ "แชทบอท" (ใช้เป็นคีย์เวิร์ดได้ตามปกติ)
อีกเรื่องคือ อย่าแก้แคมเปญใหญ่ๆ ทุกวันในช่วงแรก การเปลี่ยนกลยุทธ์ bid ทำให้ระบบเริ่มเรียนรู้ใหม่ ให้รอดูข้อมูลอย่างน้อย 7 วันก่อนตัดสินใจ